วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สิทธิการตาย
สิทธิการตาย - เป็นเจตจำนงของผู้ป่วยเองโดยตรงที่จะตาย (อย่างมีศักดิ์ศรี?)
สิทธิที่จะฆ่า - ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขเช่น แพทย์หรือพยาบาล สามารถละเว้นการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยไม่ผิดกฎหมาย
"สิทธิที่จะฆ่า" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกระทำให้ผู้ป่วยตาย หากไม่มีการให้คำจำกัดความของคำว่า "วาระสุดท้ายของชีวิต" ให้รัดกุม อาจเกิดผลกระทบรุนแรงตามมาคือการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือโดยประมาทก็เป็นได้
ผลดีที่เกิดกับผู้ป่วยและแพทย์จากการใช้มาตรานี้คือ ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลว่าจะตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็น และลูกหลานก็ไม่ถูกครหาว่าเป็นคนอกตัญญู เพราะเป็นเจตจำนงของผู้ป่วยแต่เพียงผู้เดียว สำหรับแพทย์นั้นก็ไม่ต้องกังวลในการกระทำดังกล่าวว่าจะผิดกฎหมายแต่อย่างใด
ในเรื่องของ "สิทธิการตาย" ถ้าเป็นต่างประเทศก็คงจะไม่ค่อยแปลกนัก เนื่องจากเราเคยเห็นในภาพยนตร์ต่างประเทศ บ่อยครั้งที่ตัวละครเมื่อป่วยเป็นโรคร้ายและพอรู้ว่าตัวเองเป็นภาระของผู้อื่นก็มักจะยอมตาย หรือเป็นการยอมตายเพื่อยุติความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น
สิทธิที่จะฆ่า - ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขเช่น แพทย์หรือพยาบาล สามารถละเว้นการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยไม่ผิดกฎหมาย
"สิทธิที่จะฆ่า" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกระทำให้ผู้ป่วยตาย หากไม่มีการให้คำจำกัดความของคำว่า "วาระสุดท้ายของชีวิต" ให้รัดกุม อาจเกิดผลกระทบรุนแรงตามมาคือการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือโดยประมาทก็เป็นได้
ผลดีที่เกิดกับผู้ป่วยและแพทย์จากการใช้มาตรานี้คือ ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลว่าจะตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็น และลูกหลานก็ไม่ถูกครหาว่าเป็นคนอกตัญญู เพราะเป็นเจตจำนงของผู้ป่วยแต่เพียงผู้เดียว สำหรับแพทย์นั้นก็ไม่ต้องกังวลในการกระทำดังกล่าวว่าจะผิดกฎหมายแต่อย่างใด
ในเรื่องของ "สิทธิการตาย" ถ้าเป็นต่างประเทศก็คงจะไม่ค่อยแปลกนัก เนื่องจากเราเคยเห็นในภาพยนตร์ต่างประเทศ บ่อยครั้งที่ตัวละครเมื่อป่วยเป็นโรคร้ายและพอรู้ว่าตัวเองเป็นภาระของผู้อื่นก็มักจะยอมตาย หรือเป็นการยอมตายเพื่อยุติความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น
มีเมียน้อยผิด กฎหมายครอบครัว
ปัญหาการใช้ความรุนแรงของครอบครัว ในปัจจุบัน มีสถิติเพิ่มมากขึ้น และสาเหตุสำคัญคือการมีเมียน้อยของผู้ชายแล้วมากระทำความรุนแรงต่อครอบครัว มีสถิติที่สูงขึ้น
เมื่อวันที่ 12 ก.ย. สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดเสวนา “การบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550”
กระทรวงสาธารณสุขรวบรวมความสูญเสียจากการกระทำความรุนแรง ทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายทั้งหมด เฉลี่ยปีละ 36,000 ล้านบาท พบว่าสาเหตุความรุนแรงมาจากการหึงหวง สุรา ยาเสพติดความยากจน และจากศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาลกว่า 100 แห่ง พบผู้ถูกกระทำความรุนแรง ปี 50 เพิ่มเป็น 14,642 ราย ดังนั้น พ.ร.บ.นี้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 12 พ.ย.ศกนี้
มาตรา 9 ห้ามมิให้ผู้ใดลงพิมพ์โฆษณา หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยวิธีใดๆ ซึ่งภาพ เรื่องราวหรือข้อมูลใด อันน่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้กระทำ หรือผู้ถูกกระทำตาม พ.ร.บ.นี้ ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งกฎหมายลูกจะต้องกำหนดแนวทางการเสนอข่าวความรุนแรงให้สื่อมวลชน ว่าสามารถเสนอภาพหรือเรื่องราวอย่างไรจะไม่ให้ผิดกฎหมาย สำนักงานกฎหมายและสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมายนี้คือ การกระทำที่มุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพ ซึ่งอันตรายต่อร่างกาย สุขภาพ สามารถมองเห็นได้ แต่ด้านจิตใจ เช่น สามีมีเมียน้อย หรือการพูดจาทำร้ายจิตใจ การไม่ให้เงินภรรยาใช้ ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายนี้ อย่างไรก็ตาม การเสนอข่าวความรุนแรงในครอบครัว จากสื่อมวลชนต้องระมัดระวังต้องใช้ชื่อหรือครอบครัวสมมุติ เพื่อช่วยปกป้องเหยื่อ
การดำรงอยู่ของสถาบันครอบครัว เป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสถาบันแรกที่ช่วยเพาะเลี้ยงเยาวชนของชาติในอนาคต
เมื่อวันที่ 12 ก.ย. สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดเสวนา “การบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550”
กระทรวงสาธารณสุขรวบรวมความสูญเสียจากการกระทำความรุนแรง ทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายทั้งหมด เฉลี่ยปีละ 36,000 ล้านบาท พบว่าสาเหตุความรุนแรงมาจากการหึงหวง สุรา ยาเสพติดความยากจน และจากศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาลกว่า 100 แห่ง พบผู้ถูกกระทำความรุนแรง ปี 50 เพิ่มเป็น 14,642 ราย ดังนั้น พ.ร.บ.นี้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 12 พ.ย.ศกนี้
มาตรา 9 ห้ามมิให้ผู้ใดลงพิมพ์โฆษณา หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยวิธีใดๆ ซึ่งภาพ เรื่องราวหรือข้อมูลใด อันน่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้กระทำ หรือผู้ถูกกระทำตาม พ.ร.บ.นี้ ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งกฎหมายลูกจะต้องกำหนดแนวทางการเสนอข่าวความรุนแรงให้สื่อมวลชน ว่าสามารถเสนอภาพหรือเรื่องราวอย่างไรจะไม่ให้ผิดกฎหมาย สำนักงานกฎหมายและสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมายนี้คือ การกระทำที่มุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพ ซึ่งอันตรายต่อร่างกาย สุขภาพ สามารถมองเห็นได้ แต่ด้านจิตใจ เช่น สามีมีเมียน้อย หรือการพูดจาทำร้ายจิตใจ การไม่ให้เงินภรรยาใช้ ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายนี้ อย่างไรก็ตาม การเสนอข่าวความรุนแรงในครอบครัว จากสื่อมวลชนต้องระมัดระวังต้องใช้ชื่อหรือครอบครัวสมมุติ เพื่อช่วยปกป้องเหยื่อ
การดำรงอยู่ของสถาบันครอบครัว เป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสถาบันแรกที่ช่วยเพาะเลี้ยงเยาวชนของชาติในอนาคต
วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552
กฎหมายข่มขืน ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง(เสียที)
กฎหมายข่มขืน ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง(เสียที)
มาตรา 277 วรรคท้าย เป็นสิ่งชั่วร้ายทางประวัติศาสตร์ กฎหมายไทยซึ่งเข้าใจว่า เป็นกฎหมายที่เขียนกันมาตั้งแต่ ปี 2400 กว่า ๆ คือการที่บอกว่า อนุญาตให้เด็กหญิงอายุ 13 ปีแต่ไม่เกิน 15 ปี และเด็กนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ทำการสมรสกันถือว่าคดีนั้นจบไม่ว่าจะอยู่ชั้นไหนในกระบวนการยุติธรมก็ตาม ในบางครั้งความยุติธรรมนั้นไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติหรือความเป็นจริง
การเปลี่ยนไปใช้กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่มุ่งเน้นในการแก้ไขบำบัดพฤติกรรมแทน ซึ่งประเด็นที่เราต้องทำความเข้าใจคือ พื้นฐานความเป็นมนุษย์บนสังคมที่เปลี่ยนไป การประนีประนอมที่เคารพศักดิ์ศรีระหว่างกัน
ท้ายที่สุดแล้วกฎหมายนี้จะผ่านหรือไม่ผ่านก็จะมีกระบวนการที่ต้องมาพูดคุยมาแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
กล่าวเสริมว่า วรรคสุดท้ายของมาตรา 277 คือ เราไม่ควรแก้ปัญหาเด็กข่มขืนหรือเด็กมีเพศสัมพันธ์กันด้วยจับให้แต่งงานกัน
การแต่งงานไม่ใช่ทางแก้ปัญหา แต่การแต่งงานจะเป็นจุดเริ่มของอีกหลาย ๆ ปัญหาจากความไม่พร้อมในการมีครอบครัว
กรณีของเด็ก ร้อยละ 7 ถูกล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญมากและในเรื่องกฎหมาย เป็นกฎหมายที่มีข้อเท็จจริงในการดำเนินคดีที่ชี้ให้เห็นว่าผู้มีอำนาจใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเผื่อที่จะให้ตัวเองพ้นผิด ทำไมต้องให้อนาคตของเด็กมาขึ้นอยู่กับช่องโหว่ทางกฎหมายซึ่งทำให้เด็กถูกทำร้ายซ้ำซ้อน
จากผู้ที่ใช้เงินในการดำเนินคดีให้ตัวเองพ้นผิดและทำให้เงื่อนไขในการลงโทษลดลง ซึ่งกฎหมายอย่างนี้เป็นกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ
มาตรา 277 วรรคท้าย เป็นสิ่งชั่วร้ายทางประวัติศาสตร์ กฎหมายไทยซึ่งเข้าใจว่า เป็นกฎหมายที่เขียนกันมาตั้งแต่ ปี 2400 กว่า ๆ คือการที่บอกว่า อนุญาตให้เด็กหญิงอายุ 13 ปีแต่ไม่เกิน 15 ปี และเด็กนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ทำการสมรสกันถือว่าคดีนั้นจบไม่ว่าจะอยู่ชั้นไหนในกระบวนการยุติธรมก็ตาม ในบางครั้งความยุติธรรมนั้นไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติหรือความเป็นจริง
การเปลี่ยนไปใช้กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่มุ่งเน้นในการแก้ไขบำบัดพฤติกรรมแทน ซึ่งประเด็นที่เราต้องทำความเข้าใจคือ พื้นฐานความเป็นมนุษย์บนสังคมที่เปลี่ยนไป การประนีประนอมที่เคารพศักดิ์ศรีระหว่างกัน
ท้ายที่สุดแล้วกฎหมายนี้จะผ่านหรือไม่ผ่านก็จะมีกระบวนการที่ต้องมาพูดคุยมาแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
กล่าวเสริมว่า วรรคสุดท้ายของมาตรา 277 คือ เราไม่ควรแก้ปัญหาเด็กข่มขืนหรือเด็กมีเพศสัมพันธ์กันด้วยจับให้แต่งงานกัน
การแต่งงานไม่ใช่ทางแก้ปัญหา แต่การแต่งงานจะเป็นจุดเริ่มของอีกหลาย ๆ ปัญหาจากความไม่พร้อมในการมีครอบครัว
กรณีของเด็ก ร้อยละ 7 ถูกล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญมากและในเรื่องกฎหมาย เป็นกฎหมายที่มีข้อเท็จจริงในการดำเนินคดีที่ชี้ให้เห็นว่าผู้มีอำนาจใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเผื่อที่จะให้ตัวเองพ้นผิด ทำไมต้องให้อนาคตของเด็กมาขึ้นอยู่กับช่องโหว่ทางกฎหมายซึ่งทำให้เด็กถูกทำร้ายซ้ำซ้อน
จากผู้ที่ใช้เงินในการดำเนินคดีให้ตัวเองพ้นผิดและทำให้เงื่อนไขในการลงโทษลดลง ซึ่งกฎหมายอย่างนี้เป็นกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


