เงื่อนไขการสมรส
การที่จะสมรสกันได้นั้น กฎหมายยังได้กำหนดเงื่อนไขไว้ดังต่อไปนี้
(๑) เรื่องอายุของชายหญิงที่จะทำการสมรสกัน กฎหมายกำหนดว่าต้องมีอายุ ๑๗ ปีบริบูรณ์เหตุผลที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นนี้ก็ เพราะการสมรสนั้นทำให้เกิดมีความสัมพันธ์กันตามกฎหมาย และเกิดสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบในครอบครัวมาก การที่จะให้เด็กทำการสมรสกัน ก็จะทำให้เกิดปัญหาในครอบครัวได้ กฎหมายจึงกำหนดอายุของคู่สมรสเอาไว้โดยเอาเกณฑ์ที่พอจะเข้าใจถึงการกระทำของตนเองได้
(๒) เรื่องความยินยอมของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ในกรณีที่คู่สมรสเป็นผู้เยาว์ เหตุผลที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขนี้ก็เพราะว่า เพื่อที่จะให้ผู้ใหญ่เข้ามาช่วยตัดสินใจเลือก แนวทางชีวิตครอบครัวของผู้เยาว์ ความยินยอมนี้อาจทำเป็นหนังสือ ระบุชื่อคู่สมรสของทั้ง ๒ ฝ่าย และลงลายมือชื่อผู้ให้ความยินยอมหรืออาจทำโดยวิธีอื่น เช่น ให้ความยินยอมด้วยวาจา
(๓) กฎหมายห้ามชายหญิงที่มีคู่สมรสอยู่แล้วไปทำการสมรสกับคนอื่นอีก ซึ่งเรียกกันว่าการสมรสซ้อน เหตุผลก็คือ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาขึ้นภายในครอบครัว เพราะกฎหมายในปัจจุบันรับรองความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาแบบผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น
(๔) ในกรณีที่หญิงที่สามีเดิมตายหรือการสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่น เช่น หย่าขาดจากกันจะทำการสมรสครั้งใหม่ได้ต้องกระทำหลังจากที่การสมรสเดิมสิ้นสุดไป แล้ว ๓๑๐ วัน เหตุผลที่กฎหมายห้ามก็เพื่อป้องกันปัญหาเกี่ยวกับบุตรที่เกิดมาว่าจะถือว่า เป็นบุตรของใคร (สามีใหม่หรือสามีเก่า)
(๕) กฎหมายห้ามคนวิกลจริต หรือ ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำการสมรส เหตุผลก็เพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตที่สงบสุข ถ้าให้แต่งงานกับคนบ้าแล้วก็อาจเกิดปัญหาได้
(๖) กฎหมายห้ามชายหญิงที่เป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือโดยตรงลงมาทำการสมรสกัน เช่น พ่อสมรสกับลูก และรวมถึงเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน หรือเป็นพี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกันด้วยเหตุผลก็เพราะในทางการแพทย์นั้น เขาพิสูจน์ได้ว่าถ้าคนที่มีสายเลือดเดียวกันสมรสกัน บุตรที่เกิดมาจะรับเอาส่วนที่ไม่ดีของทั้ง ๒ ฝ่ายมาทำให้เด็กที่เกิดมาเป็นเด็กที่ผิดปกติ นอกจากนี้ก็ยังมีเหตุผลทางสังคมด้วย คือ สภาพสังคมไทยเราก็ไม่ยอมรับการสมรสแบบนี้ด้วย
(๗) กฎหมายห้ามผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรมทำการสมรสกัน เหตุผลที่กฎหมายห้าม ก็เพื่อมิให้เกิดความสับสนของสถานะของแต่ละฝ่ายว่า จะเป็นบุตรบุญธรรมหรือสามีภริยานั่นเอง
ผลของการฝ่าผืนเงื่อนไขการสมรส
ถ้ามีการจดทะเบียนสมรสไปโดยฝ่าฝืนเงื่อนไขต่าง ๆ นี้ จะมีผลต่อการสมรส ดังนี้
(๑) ถ้าฝ่าฝืนเงื่อนไขข้อ ๑, ๒ การสมรสนั้นตกเป็นโมฆียะ (สมบูรณ์จนกว่าจะถูกเพิกถอน)
(๒) ถ้าฝ่าฝืนเงื่อนไขข้อ ๓, ๕, ๖ การสมรสนั้นตกเป็นโมฆะ
(๓) ถ้าฝ่าฝืนเงื่อนไขข้อ ๔, ๗ การสมรสนั้นยังมีผลสมบูรณ์ทุกประการแต่จะมีผลทางกฎหมายอย่างอื่น คือ
๓.๑ ถ้าเป็นการฝ่าฝืนในเงื่อนไขข้อ ๔ การสมรสสมบูรณ์และกฎหมายก็สันนิษฐานว่า เด็กที่เกิดมานั้นเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชายผู้เป็นสามีใหม่
๓.๒ ถ้าเป็นการฝ่าฝืนในเงื่อนไขข้อ ๗ จะมีผล คือ ทำให้การเป็นบุตร บุญธรรมกับผู้รับบุตรบุญธรรมนั้นสิ้นสุดลงทันที โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนเลิกรับบุตรบุญธรรมอีก
ถ้าการสมรสได้ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการแล้ว ผลคือชายหญิงคู่นั้นก็เป็น สามีภริยากันตามกฎหมาย ทำให้เกิดความผูกพันทางครอบครัวหลายประการ
วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553
พินัยกรรม
พินัยกรรม
พินัยกรรม (อังกฤษ: Will หรือ Testament) เป็นการทำรายการเอกสารในการยกมรดกหรือทรัพย์สินให้แก่บุคคลตามที่ระบุไว้ให้ใครโดยจะมีอำนาจหลังจากที่ผู้ทำได้เสียชีวิตไปแล้วและพินัยกรรมนี้จะต้องถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ตัวอย่างรูปแบบของพินัยกรรมในชีวิตประจำวัน
- พินัยกรรมแบบธรรมดา ในการทำเป็นการเขียนตามรูปแบบหรือการพิมพ์ โดยพินัยกรรมที่ทำต้องลงวันที่ เดือน ปี ใน วันที่ทำพินัยกรรม และเจ้าของมรดกต้องเซ็นท้ายพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนและพยานต้องลงรายชื่อรับรองลายมือผู้ทำพินัยกรรมนั้นด้วย
- พินัยกรรมแบบเขียนขึ้นเอง เจ้าของมรดกจะต้องเขียนขึ้นด้วยตนเองเท่านั้น จะให้ผู้อื่นเขียนแทนไม่ได้ เขียนเองทั้งฉบับ ต้องระบุวัน เดือน ปี ที่ทำการเขียน และลงลายมือชื่อตนเองลงไปด้วย
- พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา ในกรณีที่ตกอยู่ในอันตรายใกล้เสียชีวิตหรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำด้วยวาจาได้ โดยแสดงเจตนาทำพินัยกรรมต่อหน้า พยานอย่างน้อย 2 คน แล้วพยานทั้งสองนั้นจะต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอ แล้วแจ้งขอทำพินัยกรรมแจ้งวันเวลาให้ทราบด้วยสถานที่ทำพินัยกรรมหรือพฤติกรรมพิเศษต่อ นายอำเภอจะจดข้อความนั้นไว้ แล้วพยานทั้ง 2 คนลงลายมือชื่อหรือถ้าลงลายนิ้วมือต้องมีพยานเพิ่มขึ้นอีก 2 คน เพื่อรับรองลายนิ้วมือด้วย
- ความสมบูรณ์ในการทำพินัยกรรม ความสมบูรณ์ในการทำพินัยกรรมทำขึ้นตามมาตราก่อนนั้นย่อมสิ้นไปเมือพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่เวลาผู้ทำพินัยกรรมกลับมาสู้การทำพินัยกรรมแบบอื่นๆที่กำหนดไว้ได้
- ความไม่สมบูรณ์ในการทำพินัยกรรม หากมีการขูดลบ หรือเติมแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความใดๆ มีผลทำให้พินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ได้ปฏิบัติอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรม หรือไม่ได้มีการเซ็นรับรองการเปลี่ยนแปลงใดๆจะทำให้พินัยกรรมไม่สมบูรณ์เช่นกัน
พินัยกรรม (อังกฤษ: Will หรือ Testament) เป็นการทำรายการเอกสารในการยกมรดกหรือทรัพย์สินให้แก่บุคคลตามที่ระบุไว้ให้ใครโดยจะมีอำนาจหลังจากที่ผู้ทำได้เสียชีวิตไปแล้วและพินัยกรรมนี้จะต้องถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ตัวอย่างรูปแบบของพินัยกรรมในชีวิตประจำวัน
- พินัยกรรมแบบธรรมดา ในการทำเป็นการเขียนตามรูปแบบหรือการพิมพ์ โดยพินัยกรรมที่ทำต้องลงวันที่ เดือน ปี ใน วันที่ทำพินัยกรรม และเจ้าของมรดกต้องเซ็นท้ายพินัยกรรมต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนและพยานต้องลงรายชื่อรับรองลายมือผู้ทำพินัยกรรมนั้นด้วย
- พินัยกรรมแบบเขียนขึ้นเอง เจ้าของมรดกจะต้องเขียนขึ้นด้วยตนเองเท่านั้น จะให้ผู้อื่นเขียนแทนไม่ได้ เขียนเองทั้งฉบับ ต้องระบุวัน เดือน ปี ที่ทำการเขียน และลงลายมือชื่อตนเองลงไปด้วย
- พินัยกรรมแบบทำด้วยวาจา ในกรณีที่ตกอยู่ในอันตรายใกล้เสียชีวิตหรือเวลามีโรคระบาด หรือสงคราม ซึ่งกฎหมายอนุญาตให้ทำด้วยวาจาได้ โดยแสดงเจตนาทำพินัยกรรมต่อหน้า พยานอย่างน้อย 2 คน แล้วพยานทั้งสองนั้นจะต้องไปแสดงตนต่อนายอำเภอ แล้วแจ้งขอทำพินัยกรรมแจ้งวันเวลาให้ทราบด้วยสถานที่ทำพินัยกรรมหรือพฤติกรรมพิเศษต่อ นายอำเภอจะจดข้อความนั้นไว้ แล้วพยานทั้ง 2 คนลงลายมือชื่อหรือถ้าลงลายนิ้วมือต้องมีพยานเพิ่มขึ้นอีก 2 คน เพื่อรับรองลายนิ้วมือด้วย
- ความสมบูรณ์ในการทำพินัยกรรม ความสมบูรณ์ในการทำพินัยกรรมทำขึ้นตามมาตราก่อนนั้นย่อมสิ้นไปเมือพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่เวลาผู้ทำพินัยกรรมกลับมาสู้การทำพินัยกรรมแบบอื่นๆที่กำหนดไว้ได้
- ความไม่สมบูรณ์ในการทำพินัยกรรม หากมีการขูดลบ หรือเติมแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความใดๆ มีผลทำให้พินัยกรรมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ได้ปฏิบัติอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรม หรือไม่ได้มีการเซ็นรับรองการเปลี่ยนแปลงใดๆจะทำให้พินัยกรรมไม่สมบูรณ์เช่นกัน
ป้ายกำกับ:
นางสาวชไมพรย์ ไพฑูลย์ รปศ.502 เลขที่ 9
การหมั้น
การหมั้นเป็นข้อตกลงระหว่างบุคคล 2 คน มีความยิยยอมพร้อมใจที่จะหมั่นทั้งสองฝ่าย ไม่ใช้เป็นการบังคับขืนใจหรือให้ทำตามใจผู้ปกครอง การหมั่นจะทำได้ก็ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ และต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง บิดามารดา มิฉะนั้นการหมั่นจะเป็นโฆมะ
การหมั่นจะเสร็จสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อฝ่ายชายส่งหมอบของหมั่นให้แก่ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับฝ่ายหญิง
เมื่อมีการหมั่นเกิดขึ้นแล้วถ้าฝ่ายใดเกิดผิดสัญญาหมั่นกับอีกฝ่าย อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธ์เรียกค่าทดแทนได้ แต่ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้ผิดสัญญาฝ่ายหญิงจะต้องคืนของหมั้นแก่ฝ่ายชาย อีกกรณีถ้าคู่หมั้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตาย อีกฝ่ายไม่สามารณเรียกค่าทดแทนได้ ส่วนของหมั้นหรือสินสอดไม่ต้องคืนให้กับอีกฝ่าย
การหมั่นจะเสร็จสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อฝ่ายชายส่งหมอบของหมั่นให้แก่ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับฝ่ายหญิง
เมื่อมีการหมั่นเกิดขึ้นแล้วถ้าฝ่ายใดเกิดผิดสัญญาหมั่นกับอีกฝ่าย อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธ์เรียกค่าทดแทนได้ แต่ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้ผิดสัญญาฝ่ายหญิงจะต้องคืนของหมั้นแก่ฝ่ายชาย อีกกรณีถ้าคู่หมั้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตาย อีกฝ่ายไม่สามารณเรียกค่าทดแทนได้ ส่วนของหมั้นหรือสินสอดไม่ต้องคืนให้กับอีกฝ่าย
ป้ายกำกับ:
นางสาวภมรศรี เพชร์สวัสดิ์ รปศ.502 เลขที่ 22
วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สิทธิการตาย
สิทธิการตาย - เป็นเจตจำนงของผู้ป่วยเองโดยตรงที่จะตาย (อย่างมีศักดิ์ศรี?)
สิทธิที่จะฆ่า - ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขเช่น แพทย์หรือพยาบาล สามารถละเว้นการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยไม่ผิดกฎหมาย
"สิทธิที่จะฆ่า" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกระทำให้ผู้ป่วยตาย หากไม่มีการให้คำจำกัดความของคำว่า "วาระสุดท้ายของชีวิต" ให้รัดกุม อาจเกิดผลกระทบรุนแรงตามมาคือการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือโดยประมาทก็เป็นได้
ผลดีที่เกิดกับผู้ป่วยและแพทย์จากการใช้มาตรานี้คือ ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลว่าจะตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็น และลูกหลานก็ไม่ถูกครหาว่าเป็นคนอกตัญญู เพราะเป็นเจตจำนงของผู้ป่วยแต่เพียงผู้เดียว สำหรับแพทย์นั้นก็ไม่ต้องกังวลในการกระทำดังกล่าวว่าจะผิดกฎหมายแต่อย่างใด
ในเรื่องของ "สิทธิการตาย" ถ้าเป็นต่างประเทศก็คงจะไม่ค่อยแปลกนัก เนื่องจากเราเคยเห็นในภาพยนตร์ต่างประเทศ บ่อยครั้งที่ตัวละครเมื่อป่วยเป็นโรคร้ายและพอรู้ว่าตัวเองเป็นภาระของผู้อื่นก็มักจะยอมตาย หรือเป็นการยอมตายเพื่อยุติความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น
สิทธิที่จะฆ่า - ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขเช่น แพทย์หรือพยาบาล สามารถละเว้นการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโดยไม่ผิดกฎหมาย
"สิทธิที่จะฆ่า" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการกระทำให้ผู้ป่วยตาย หากไม่มีการให้คำจำกัดความของคำว่า "วาระสุดท้ายของชีวิต" ให้รัดกุม อาจเกิดผลกระทบรุนแรงตามมาคือการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือโดยประมาทก็เป็นได้
ผลดีที่เกิดกับผู้ป่วยและแพทย์จากการใช้มาตรานี้คือ ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลว่าจะตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็น และลูกหลานก็ไม่ถูกครหาว่าเป็นคนอกตัญญู เพราะเป็นเจตจำนงของผู้ป่วยแต่เพียงผู้เดียว สำหรับแพทย์นั้นก็ไม่ต้องกังวลในการกระทำดังกล่าวว่าจะผิดกฎหมายแต่อย่างใด
ในเรื่องของ "สิทธิการตาย" ถ้าเป็นต่างประเทศก็คงจะไม่ค่อยแปลกนัก เนื่องจากเราเคยเห็นในภาพยนตร์ต่างประเทศ บ่อยครั้งที่ตัวละครเมื่อป่วยเป็นโรคร้ายและพอรู้ว่าตัวเองเป็นภาระของผู้อื่นก็มักจะยอมตาย หรือเป็นการยอมตายเพื่อยุติความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้น
มีเมียน้อยผิด กฎหมายครอบครัว
ปัญหาการใช้ความรุนแรงของครอบครัว ในปัจจุบัน มีสถิติเพิ่มมากขึ้น และสาเหตุสำคัญคือการมีเมียน้อยของผู้ชายแล้วมากระทำความรุนแรงต่อครอบครัว มีสถิติที่สูงขึ้น
เมื่อวันที่ 12 ก.ย. สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดเสวนา “การบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550”
กระทรวงสาธารณสุขรวบรวมความสูญเสียจากการกระทำความรุนแรง ทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายทั้งหมด เฉลี่ยปีละ 36,000 ล้านบาท พบว่าสาเหตุความรุนแรงมาจากการหึงหวง สุรา ยาเสพติดความยากจน และจากศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาลกว่า 100 แห่ง พบผู้ถูกกระทำความรุนแรง ปี 50 เพิ่มเป็น 14,642 ราย ดังนั้น พ.ร.บ.นี้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 12 พ.ย.ศกนี้
มาตรา 9 ห้ามมิให้ผู้ใดลงพิมพ์โฆษณา หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยวิธีใดๆ ซึ่งภาพ เรื่องราวหรือข้อมูลใด อันน่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้กระทำ หรือผู้ถูกกระทำตาม พ.ร.บ.นี้ ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งกฎหมายลูกจะต้องกำหนดแนวทางการเสนอข่าวความรุนแรงให้สื่อมวลชน ว่าสามารถเสนอภาพหรือเรื่องราวอย่างไรจะไม่ให้ผิดกฎหมาย สำนักงานกฎหมายและสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมายนี้คือ การกระทำที่มุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพ ซึ่งอันตรายต่อร่างกาย สุขภาพ สามารถมองเห็นได้ แต่ด้านจิตใจ เช่น สามีมีเมียน้อย หรือการพูดจาทำร้ายจิตใจ การไม่ให้เงินภรรยาใช้ ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายนี้ อย่างไรก็ตาม การเสนอข่าวความรุนแรงในครอบครัว จากสื่อมวลชนต้องระมัดระวังต้องใช้ชื่อหรือครอบครัวสมมุติ เพื่อช่วยปกป้องเหยื่อ
การดำรงอยู่ของสถาบันครอบครัว เป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสถาบันแรกที่ช่วยเพาะเลี้ยงเยาวชนของชาติในอนาคต
เมื่อวันที่ 12 ก.ย. สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดเสวนา “การบังคับใช้ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550”
กระทรวงสาธารณสุขรวบรวมความสูญเสียจากการกระทำความรุนแรง ทั้งค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายทั้งหมด เฉลี่ยปีละ 36,000 ล้านบาท พบว่าสาเหตุความรุนแรงมาจากการหึงหวง สุรา ยาเสพติดความยากจน และจากศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาลกว่า 100 แห่ง พบผู้ถูกกระทำความรุนแรง ปี 50 เพิ่มเป็น 14,642 ราย ดังนั้น พ.ร.บ.นี้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 12 พ.ย.ศกนี้
มาตรา 9 ห้ามมิให้ผู้ใดลงพิมพ์โฆษณา หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยวิธีใดๆ ซึ่งภาพ เรื่องราวหรือข้อมูลใด อันน่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้กระทำ หรือผู้ถูกกระทำตาม พ.ร.บ.นี้ ฝ่าฝืนจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 60,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งกฎหมายลูกจะต้องกำหนดแนวทางการเสนอข่าวความรุนแรงให้สื่อมวลชน ว่าสามารถเสนอภาพหรือเรื่องราวอย่างไรจะไม่ให้ผิดกฎหมาย สำนักงานกฎหมายและสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ความรุนแรงในครอบครัวตามกฎหมายนี้คือ การกระทำที่มุ่งประสงค์ให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพ ซึ่งอันตรายต่อร่างกาย สุขภาพ สามารถมองเห็นได้ แต่ด้านจิตใจ เช่น สามีมีเมียน้อย หรือการพูดจาทำร้ายจิตใจ การไม่ให้เงินภรรยาใช้ ก็อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายนี้ อย่างไรก็ตาม การเสนอข่าวความรุนแรงในครอบครัว จากสื่อมวลชนต้องระมัดระวังต้องใช้ชื่อหรือครอบครัวสมมุติ เพื่อช่วยปกป้องเหยื่อ
การดำรงอยู่ของสถาบันครอบครัว เป็นเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นสถาบันแรกที่ช่วยเพาะเลี้ยงเยาวชนของชาติในอนาคต
วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552
กฎหมายข่มขืน ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง(เสียที)
กฎหมายข่มขืน ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง(เสียที)
มาตรา 277 วรรคท้าย เป็นสิ่งชั่วร้ายทางประวัติศาสตร์ กฎหมายไทยซึ่งเข้าใจว่า เป็นกฎหมายที่เขียนกันมาตั้งแต่ ปี 2400 กว่า ๆ คือการที่บอกว่า อนุญาตให้เด็กหญิงอายุ 13 ปีแต่ไม่เกิน 15 ปี และเด็กนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ทำการสมรสกันถือว่าคดีนั้นจบไม่ว่าจะอยู่ชั้นไหนในกระบวนการยุติธรมก็ตาม ในบางครั้งความยุติธรรมนั้นไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติหรือความเป็นจริง
การเปลี่ยนไปใช้กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่มุ่งเน้นในการแก้ไขบำบัดพฤติกรรมแทน ซึ่งประเด็นที่เราต้องทำความเข้าใจคือ พื้นฐานความเป็นมนุษย์บนสังคมที่เปลี่ยนไป การประนีประนอมที่เคารพศักดิ์ศรีระหว่างกัน
ท้ายที่สุดแล้วกฎหมายนี้จะผ่านหรือไม่ผ่านก็จะมีกระบวนการที่ต้องมาพูดคุยมาแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
กล่าวเสริมว่า วรรคสุดท้ายของมาตรา 277 คือ เราไม่ควรแก้ปัญหาเด็กข่มขืนหรือเด็กมีเพศสัมพันธ์กันด้วยจับให้แต่งงานกัน
การแต่งงานไม่ใช่ทางแก้ปัญหา แต่การแต่งงานจะเป็นจุดเริ่มของอีกหลาย ๆ ปัญหาจากความไม่พร้อมในการมีครอบครัว
กรณีของเด็ก ร้อยละ 7 ถูกล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญมากและในเรื่องกฎหมาย เป็นกฎหมายที่มีข้อเท็จจริงในการดำเนินคดีที่ชี้ให้เห็นว่าผู้มีอำนาจใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเผื่อที่จะให้ตัวเองพ้นผิด ทำไมต้องให้อนาคตของเด็กมาขึ้นอยู่กับช่องโหว่ทางกฎหมายซึ่งทำให้เด็กถูกทำร้ายซ้ำซ้อน
จากผู้ที่ใช้เงินในการดำเนินคดีให้ตัวเองพ้นผิดและทำให้เงื่อนไขในการลงโทษลดลง ซึ่งกฎหมายอย่างนี้เป็นกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ
มาตรา 277 วรรคท้าย เป็นสิ่งชั่วร้ายทางประวัติศาสตร์ กฎหมายไทยซึ่งเข้าใจว่า เป็นกฎหมายที่เขียนกันมาตั้งแต่ ปี 2400 กว่า ๆ คือการที่บอกว่า อนุญาตให้เด็กหญิงอายุ 13 ปีแต่ไม่เกิน 15 ปี และเด็กนั้นยินยอมและภายหลังศาลอนุญาตให้ทำการสมรสกันถือว่าคดีนั้นจบไม่ว่าจะอยู่ชั้นไหนในกระบวนการยุติธรมก็ตาม ในบางครั้งความยุติธรรมนั้นไม่ได้เป็นไปตามธรรมชาติหรือความเป็นจริง
การเปลี่ยนไปใช้กฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่มุ่งเน้นในการแก้ไขบำบัดพฤติกรรมแทน ซึ่งประเด็นที่เราต้องทำความเข้าใจคือ พื้นฐานความเป็นมนุษย์บนสังคมที่เปลี่ยนไป การประนีประนอมที่เคารพศักดิ์ศรีระหว่างกัน
ท้ายที่สุดแล้วกฎหมายนี้จะผ่านหรือไม่ผ่านก็จะมีกระบวนการที่ต้องมาพูดคุยมาแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
กล่าวเสริมว่า วรรคสุดท้ายของมาตรา 277 คือ เราไม่ควรแก้ปัญหาเด็กข่มขืนหรือเด็กมีเพศสัมพันธ์กันด้วยจับให้แต่งงานกัน
การแต่งงานไม่ใช่ทางแก้ปัญหา แต่การแต่งงานจะเป็นจุดเริ่มของอีกหลาย ๆ ปัญหาจากความไม่พร้อมในการมีครอบครัว
กรณีของเด็ก ร้อยละ 7 ถูกล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญมากและในเรื่องกฎหมาย เป็นกฎหมายที่มีข้อเท็จจริงในการดำเนินคดีที่ชี้ให้เห็นว่าผู้มีอำนาจใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเผื่อที่จะให้ตัวเองพ้นผิด ทำไมต้องให้อนาคตของเด็กมาขึ้นอยู่กับช่องโหว่ทางกฎหมายซึ่งทำให้เด็กถูกทำร้ายซ้ำซ้อน
จากผู้ที่ใช้เงินในการดำเนินคดีให้ตัวเองพ้นผิดและทำให้เงื่อนไขในการลงโทษลดลง ซึ่งกฎหมายอย่างนี้เป็นกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)


